movie

ฺBY THE RIVER สายน้ำติดเชื้อ

posted on 06 Feb 2015 15:34 by initiala0099 directory Entertainment
At the lower Klity village, a group of young men go to the river for fishing. The others stay at home or go to school. Their lives seem peaceful despite lack of electricity. Nevertheless what I've seen at first is just a surface.
       This film is based on a famous case during 1999. A group of Klity villagers had filed a lawsuit against the lead mine since it polluted the community's river. As their action seemed hopeless, they still had to rely on that unclean river which was compared as their vein. They have been suffering toxins of the water.
      "By the river" would have been another stereotypical documentary if it intended to be informative. On the Contrary, this is a kind of poetic docudrama that the audience could feel with the people and understand them. Thanks to memorizing cinematography, this film is peaceful yet haunting. Furthermore, it also contains elements of suspense film when one of the Klity villagers disappeared. By the way, Nontawat Numbenchapol made a previous documentary called Fahtum Pandinsoong (Boundary) which was sadly banned in Thailand due to sensitive issue of international relations between Thailand and Cambodia.
 
 

กำกับโดย ทาคาชิ มิอิเกะ

 

visitor Q

 

 หนังเปิดเรื่องมีข้อความขึ้นว่า คุณเคยทำแบบนี้กับพ่อตัวเองหรือเปล่า แล้วเข้าฉากสนทนาระหว่างสาวไซด์ไลน์กับหนุ่มใหญ่ที่พยายามทำสารคดีเกี่ยวกับปัญหาวัยรุ่น เขากับเธอเดาได้ว่าเป็นพ่อลูกกัน แต่แล้วการสนทนาเลยเถิดถึงขั้น....ต่อให้หนุ่มคนนั้นข่มใจอยู่ตลอดสุดท้ายก็.....

คุณเคยตบตีแม่หรือเปล่า แล้วนำเสนอลูกชายวัยรุ่นลงไม้ลงมือกับแม่แท้ๆทั้งตบ ฟาด ด่าว่านังสารเลวแบบไม่เกรงสวรรค์นรก ซึ่งจริงๆแล้วลูกชายคนนี้มักถูกนักเรียนคนอื่นทำร้ายเป็นประจำ ขณะที่คุณแม่ใช่ว่าจะบริสุทธิ์ แสนดี เธอแอบเข้าห้องแล้วเสพยา รักสวยรักงามเกินเหตุ ซึ่งภายหลังรู้ความจริงว่าเธอทำงานเหมือนลูกสาวนั่นแหละ

และสุดท้าย คุณเคยฟาดหัวใครหรือไม่แล้วหนุ่มใหญ่ (ที่...กับลูกสาว) นั่งรอจนกระทั่งหนุ่มลึกลับ (นาย Q ผู้นี้นี่เอง) เอาก้อนหินฟาดหัวหนุ่มใหญ่เข้าอย่างจัง ที่เฮี้ยนแตกคือต่อให้โดนฟาด 2ครั้ง สุดท้ายนาย Q ก็เป็นเพื่อนของเขา การเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวนี้ของนาย Q กำลังจะเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญให้ครอบครัวนี้กลับมาสมบูรณ์แบบ....แบบเกินคำบรรยาย

    ที่กล่าวมาคือตัวอย่างเบาะๆ(แต่อ่านย่อหน้าแรกก็พูดไม่ออกแล้ว)ของหนังที่เกินขีดความกเฬวรากของมนุษย์ ใดๆ บางครั้งเมื่อดูหนังเรื่องนี้ นอกจากตัวละครแล้ว อาจมีการสาปส่งผู้กำกับรายนี้ที่ถ่ายทอดออกมาบนจอ(ต่อให้เป็นหนังส่งตรงวิดิโอก็ตาม)แบบไม่เกรงกลัว “ศีลธรรมอันดีงาม” แม้ความรุนแรง ฉากสยองแบบเลือดสาดจะไม่เท่า Ichi the Killerซึ่งแรกๆคิดว่าเป็นที่สุดในชีวิตการทำงานของมิอิเกะ ตรงกันข้ามฉากเหล่านั้นดูก๊องแก๊ง ชวนหัวร่อ (แต่จุกอยู่ข้างใน) แต่พฤติกรรมของพวกเขามันแทบไม่น่าเชื่อว่าคนทำหนังคิดได้อย่างไร(แต่ฉันชอบหนังเรื่องนี้หรือไม่คงอีกเรื่องหนึ่ง) อย่างไรก็ตามก็เชื่อว่าเหตุการณ์แบบนี้ (เคย) เกิดขึ้นจริง เพียงแต่...ไม่ไหลท่วมขนาดนั้น และเชื่อว่าความรุนแรง ต่ำตมของมนุษย์ในสังคมนั้น ไม่ได้เกิดจากตัวสื่อต่างๆอย่างหนัง ละคร เพลง แม้กระทั่งเกม ตัวมนุษย์ต่างหากคือต้นกำเนิดของความจัญไรทั้งปวงซึ่งฉากหนุ่มใหญ่ถ่ายวิดิโอการทำลายข้าวของในบ้านโดยแก๊งคู่ปรับของลูกชาย โดยไม่มีการช่วยเหลือใดๆทั้งสิ้น ซ้ำร้ายเขายังบรรยายเหตุการณ์นั้นด้วยความทึ่งและยินดีปรีดาที่หนังของเขามีจุดขายให้ผู้ชมมาดูหนังของเขา(หรือเปล่า...ก็อีกเรื่องหนึ่ง)แม้กระทั่งตอนลูกชายตนเองถูกทำร้าย ก็ยังนั่งในรถแล้วถ่าย  วิดิโอหน้าตาเฉย(ถ้าถูกทำร้ายจนตาย ก็กลายเป็น Snuff  Film  เรียบร้อย)เป็นการสะท้อนวาทกรรมนั้นได้เด่นชัด

   สุดท้ายว่าฉันชอบหนังเรื่องนี้หรือไม่ ฉันคิดว่าหนังเรื่องนี้เป็นได้ทั้งหนังที่เกลียด(นอกเหนือจากพฤติกรรมของตัวละครแล้ว ก็มีบางช่วงชวนหาวนอน แต่ฉากสารพัดสารเพของตัวละครทำให้ตื่นและยิ่งกว่าตะลึง)และชอบมากในความกล้าสุดขีด บ้าบิ่นที่ขุดส่วนของจิตใจที่ลึกและมึดมิดยิ่งกว่าโคลนตมมาระบายบนจอพร้อมด้วยของเหลวในร่างกายให้ผู้ชมรับรู้เกือบทุกประสาทสัมผัส(ดีไม่ดี รู้สึกมีกลิ่นออกมาด้วย) ยังไงมนุษย์ผู้ทรงศีลธรรมอันดี(แบบไร้สติ)คงบุญไม่รับ จะรักหรือจะชัง หนังเรื่องนี้ติดอยู่ในความทรงจำของชีวิตเรียบร้อย

 

edit @ 19 May 2011 16:27:15 by initial A

1. ในชีวิตนี้ ฉันรู้จักหนังของเจ้ย(อภิชาติพงศ์)ได้บ้างซึ่งหนังของเขามักได้สร้างปรากฏการณ์บทหนึ่งในสังคมไทย อย่างสัตว์ประหลาดที่ทำให้วงการหนังไทยมีบทบาทในเทศกาลหนังระดับโลก แสงศตวรรษที่แสดงถึงการต่อสู้กับอำนาจรัฐต่อการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นต่อสังคม วัฒนธรรมและการเมืองที่ไม่เฉพาะหนัง ปัจจุบันคงรวมถึงอินเทอร์เน็ต ล่าสุด"ลุงบุญมีระลึกชาติ"ที่ความสำเร็จสมควรที่จะได้รับการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของประเทศมากกว่าแค่วงการหนัง

2. คงตลกร้ายที่ฉันไม่เคยดูหนังของเจ้ยซักเรื่องเดียว การดูหนังเรื่อง"ลุงบุญมีระลึกชาติ"จึงเป็นการท้าทายความคิดพอสมควร แม้ในสมองจะมีเสียงเซ็งแซ่ว่า

 "ปีนกระไดดู" หลายๆรอบแล้วนะ ที่ได้ยินอะไรแบบนี้ แต่ปัจจุบันหนังทุกเรื่อง ทุกแนวทั้งกระแสหลักและอินดี้ก็ต้องปีนกระไดดูทั้งนั้นแหละ

 "อวดฉลาด ! ตามกระแส!"

3. แต่ก็รู้ได้บ้างว่าการดูหนังของเจ้ยซักเรื่องต้องเปิดใจให้กว้างที่จะรับอะไรแปลกใหม่ ความคาดเดาไม่ได้และการท้าทายสไตล์การดำเนินเรื่องที่แปลกกว่าหนังกระแสหลักอย่างมาก ซึ่งฉันรู้สึกคำว่า "เปิดใจ"ต้องไม่ใช่เฉพาะหนังหรอก ดูเหมือนว่าหลายคนขาดคำๆนี้ในสัญชาตญาณ

4.หากได้ดูหนังของไฉ้หมิงเลี่ยงซักเรื่อง อย่างน้อยที่ดังสุดๆก็ I don't want to sleep alone และ The Wayward Cloud ก็จะรู้ว่าหนังเรื่องนี้(และหนังของเจ้ย)กับหนังของไฉ้มีสไตล์การเดินเรื่องที่คล้ายคลึงกัน

5.ความจริงคือฉันเคยเจออะไรที่สาหัสสากรรจ์มาแล้วจากเรื่อง The Sky,The Earth and The Rain(ออกฉายในไทยปี 2008 ที่เทศกาลWorld Film)ซึ่งตอนดูหนังเรื่องลุงบุญมีฯ รู้สึกได้ว่ามีบรรยากาศและสไตล์การเดินเรื่องถอดจากเรื่องแรกอย่างเด่นชัด อย่างน้อยการดูหนังเรื่องนั้นเป็นการทำให้ตนเองชาชินกับหนังของเจ้ยซักเรื่องได้บ้าง

6.ขณะที่The Sky,The Earth and The Rain กดดัน สิ้นหวังและไร้ทางออกของตัวละครต่อให้เดิน เดินเข้าป่า ออกไปทุ่งกว้าง แวะชายทะเลก็ตาม จะรู้สึกล่องลอยก็ลอยไม่ได้ จะบินก็เหมือนมีหินวางทับปีกทั้งสองข้าง หนังเรื่องลุงบุญมีฯจะมีลูกเล่นที่เอาความเชื่อของคนไทยตั้งแต่สมัยโบราณ มาสอดแทรกให้คนดูค่อยๆตกตะลึง
(การปรากฏของผีฮวย ลิงผี ที่หลอนแบบไม่ต้องเล่นมุข"ตุ้งแช่"ให้เกร่อจนน่ารำคาญ)ผลออกมาดูสมจริงและจริงใจ

7.เจ้ยอาจจะทำลายความคิดประมาณว่า"ผีอยู่ส่วนผี คนอยู่ส่วนคน" ผีในเรื่องนี้ไม่ใช่ตัวประหลาด น่าเกลียดน่ากลัวจนกรีดร้องแทบวิ่งหนี แม้แรกๆตัวละครที่เป็นคน(และผู้ชม)ตกตะลึงอึ้งรับประทาน แต่ก็ค่อยๆอยู่ร่วมกัน สัมผัสกันได้และมีชีวิตร่วมกัน

8.บางทีก็คือการทำลายกำแพงเรื่องชนชั้นที่(สัตว์ภูติผีและคน)ซึ่งในที่สดพวกเขาอยู่ร่วมกันได้ ติดต่อสื่อสารทั้งความคิดและร่างกายได้

9.การดูหนังเรื่องนี้เหมือนกับการนั่งรถไปต่างจังหวัด เห็นท้องทุ่ง ป่าไม้และคนเดินดินคลุกไม้คลุกทรายแต่แทนที่จะขับผ่านไป ก็แวะข้างทาง เดินเข้าไปในป่าที่ลึกมากๆ เดินไปซึมซับบรรยากาศ

10."คาดเดาไม่ได้แต่ทรงพลัง" คือวลีทีนิยามของหนังเรื่องนี้